วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555


ความรู้เกี่ยวกับเรื่องคำ        

                พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ (๒๕๓๘ : ๑๘๖) ให้ความหมายของ “คำ” ว่า เสียงพูดหรือลายลักษณ์อักษรที่เขียนหรือพิมพ์ขึ้นเพื่อแสดงความคิด โดยปรกติถือว่า เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดซึ่งมีความหมายในตัว    

                จากนิยามดังกล่าว “คำ” จึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อความหมาย ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งสอดคล้องกับปรีชา ช้างขวัญยืน (๒๕๒๘ : ๑) ที่ได้กล่าวถึงหน้าที่ที่สำคัญของคำไว้ว่า “คำทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายหรือสิ่งที่บอกความหมายและเราตีความหมายได้”

                การใช้คำเพื่อสื่อความหมายในชีวิตประจำวัน เราควรคำนึงถึงลักษณะที่สำคัญของ “คำ” ดังนี้  

๑. ลักษณะทางความหมาย คำทุกคำในภาษาย่อมต้องมีความหมาย ดังที่ นวรรณ

พันธุเมธา (๒๕๓๕ : ๗๙-๘๔) จำแนกความหมายของคำออกเป็น ๖ ลักษณะ ดังนี้

                       ๑.๑ คำที่มีความหมายกว้างและความหมายแคบ ตัวอย่างคำที่มีความหมายกว้างแคบต่างกันต่อไปนี้ เรียงลำดับจากคอลัมน์ที่ ๑ เป็นคำที่มีความหมายกว้างที่สุดในกลุ่ม ถึงคอลัมน์ที่ ๔ เป็นคำที่มีความหมายแคบที่สุด ดังนี้

                            

       
๑
๒
๓
๔
เครื่องนุ่งห่ม
สัตว์
เครื่องดนตรี
เครื่องสาน
ที่อยู่
เสื้อ
แมลง
เครื่องดนตรีไทย
ตะกร้า
บ้าน
เสื้อพระราชทาน
ยุง
ซอ
ตะกร้าจ่ายของ
บ้านไม้
-
ยุงลาย
ซออู้
-
บ้านไม้สัก


                       ๑.๒ คำที่มีความหมายตามตัวและความหมายอุปมา เช่น

ความหมายตามตัว
ความหมายอุปมา
หัว : อวัยวะ
หน้า : อวัยวะ
ปาก : อวัยวะ
กา : สัตว์ชนิดหนึ่ง
ซัก : ทำความสะอาดด้วยน้ำ
ฟอก : ทำให้สะอาด
หัวหน้า : ผู้เป็นใหญ่ในหมู่หนึ่ง ๆ
ปากกา : เครื่องสำหรับขีดเขียนชนิดหนึ่ง
ใช้กับหมึกหรือสิ่งอื่น ๆ
ซักฟอก : ซักถามให้ได้ความจะแจ้ง

                      

                       ๑.๓ คำที่มีความหมายนัยตรงและความหมายนัยประหวัด

นัยตรง
นัยประหวัด
แดง "สี"
ขาว "สี"
หงส์ "สัตว์"        
ดอกหญ้า "ดอกไม้"
การต่อสู้
ความบริสุทธิ์
ผู้สูงศักดิ์
ผู้ต่ำต้อย

                       ๑.๔          คำที่มีความหมายคล้ายกัน คำเหล่านี้ส่วนมากมักใช้แทนกันไม่ได้ มักมีความแตกต่างกัน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ดังนี้

                              ๑.๔.๑ มีที่ใช้ผิดกัน

                                      ภาพยนตร์       ใช้ในภาษาเขียน

                                      หนัง              ใช้ในภาษาพูด

                                      เรียน             ใช้ในภาษาราชการ

                                      บอก              ใช้ในภาษาไม่เป็นทางการ

                                      พนัส             ใช้ในภาษาร้อยกรอง

                                      ป่า                ใช้ในภาษาร้อยแก้ว

                                      กิน                ใช้กับบุคคลสามัญ

                                      ฉัน                ใช้กับพระภิกษุ

                                      เสวย             ใช้กับเจ้านาย                      

                              ๑.๔.๒ มีความหมายต่างกันตามระดับมากน้อย เช่น เกลียด มีความรุนแรงกว่า ชัง รัก มีความรุนแรงมากกว่า ชอบ                     

                              ๑.๔.๓ ใช้กับคำต่างกัน เช่น ผอม ใช้กับสิ่งมีชีวิต บาง ใช้กับสิ่ง ไม่มีชีวิต บูด ใช้กับอาหาร เน่า ใช้กับผักสด เนื้อสัตว์ ฯลฯ

                        

                       ๑.๕ คำที่มีความหมายตรงกันข้าม เช่น แพ้ - ชนะ ครู - ศิษย์ ยาก –

ง่าย สุข- ทุกข์ ตื่น-หลับ อ้วน - ผอม พ่อ - แม่ ชาย - หญิง ฯลฯ

                        ๑.๖ คำที่มีหลายความหมาย เช่น                      

                              ขัด     หมายความว่า ๑. ฝ่าฝืน เช่น ขัดคำสั่ง

                                                       ๒. ไม่คล่อง เช่น หายใจขัด

                                                       ๓. ไม่ลงลอยกัน เช่น สองคนนี้ขัดกันอยู่เรื่อย
ลักษณะเด่นของภาษาไทย(ต่อ)
๗. ภาษาไทยมีระบบเสียงวรรณยุกต์ เสียงวรรณยุกต์ช่วยทำให้ภาษาไทยมีคำไว้ใช้เพิ่มขึ้น เสียงที่เปลี่ยนไปทำให้คำมีความหมายเปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่น เสือ เสื่อ เสื้อ การเปลี่ยนแปลงระดับเสียงของคำในลักษณะนี้ทำให้ภาษาไทยมีความไพเราะประดุจเสียงดนตรี คำในภาษาไทยจึงจัดอยู่ในจำพวก ภาษาดนตรี (musical language) หากรู้จักเลือกคำได้เหมาะก็ทำให้ผู้อ่านได้อรรถรส หรือเกิดมโนภาพได้ง่าย เช่น

                              ต้อยตะริดติดตี่เจ้าพี่เอ๋ย                   จะละเลยเร่ร่อนไปนอนไหน

                       แอ้อีอ่อยสร้อยฟ้าสุมาลัย               แม้นเด็ดได้แล้วไม่ร้างให้ห่างเชย

                       ฉุยฉายชื่นรื่นรวยระทวยทอด           จะกล่อมกอดกว่าจะหลับกับเขนย

                       หนาวน้ำค้างพร่างพรมลมรำเพย       ใครจะเชยโฉมน้องประคองนอน

                       เสนาะดังวังเวงเป็นเพลงพลอด                  เสียงฉอดฉอดชดช้อยระห้อยหวน

                       วิเวกแว่วแจ้วในใจรัญจวน               เป็นความชวนประโลมโฉมวัณฬา

                                                 (สุนทรภู่ ๒๕๐๙ : ๕๐๒)

                ๘. ภาษาไทยนิยมคำคล้องจอง อันแสดงอัจฉริยลักษณ์ทางภาษาด้านหนึ่งของ

คนไทย คำคล้องจองอาจแบ่งได้ตามจำนวนคำที่ปรากฏเป็น ๕ ประเภท ดังนี้                

                       ๘.๑ คล้องจอง ๔ คำ เช่น ข้าวยากหมากแพง ข้าวแดงแกงร้อน ว่านอนสอนง่าย เป็นต้น                 

                       ๘.๒ คล้องจอง ๖ คำ เช่น ยุให้รำตำให้รั่ว หวานเป็นลมขมเป็นยา เข้าทางตรอกออกทางประตู เป็นต้น                  

                       ๘.๓ คล้องจอง ๘ คำ เช่น กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก เป็นต้น              

                       ๘.๔ คล้องจอง ๑๐ คำ เช่น คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ ดูช้างให้ ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ น้ำมาปลากินมด น้ำลดมดกินปลา เป็นต้น         

                       ๘.๕ คล้องจอง ๑๒ คำ เช่น

                               ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่                     ผูกอู่ตามใจผู้นอน

                               เปิดหม้อไม่มีข้าวสุก                      เปิดสมุกไม่มีข้าวสาร

                               บุญมาวาสนาช่วย                         ที่ป่วยก็หายที่หน่ายก็รัก

                       ฯลฯ

                ๙. คำในภาษาไทยมีเสียงควบกล้ำไม่มากนัก เสียงควบกล้ำที่ปรากฏมาแต่เดิมในระบบเสียงของภาษาไทยได้แก่

                       ๙.๑ เสียง /กร/ เช่น กราน เกรง กร้าน กริ่ง ฯลฯ

                       ๙.๒ เสียง /กล/ เช่น เกลื่อน กลาด เกลียด กลัว กลอก ฯลฯ

                       ๙.๓ เสียง /กว/ เช่น กวาด ไกว แกว่ง แกว่น ฯลฯ

                       ๙.๔ เสียง /ขร/ เช่น ขรัว ขรุ ขระ ฯลฯ

                       ๙.๕ เสียง /ขล/ เช่น ขลุก ขลิก ขลุม ขลุ่ย ฯลฯ

                       ๙.๖ เสียง /ขว/ เช่น แขวน ขวาน ไขว่ ขวับ ฯลฯ

                       ๙.๗ เสียง /คร/ เช่น คราด เคร่ง ครัด เครียด ฯลฯ

                       ๙.๘ เสียง /คล/ เช่น คละ คลุ้ง คล้าย โคลง คล้าม ฯลฯ

                       ๙.๙ เสียง /คว/ เช่น ควาย ความ คว้า ควัก ฯลฯ

                       ๙.๑๐ เสียง /ตร/ เช่น ตรู่ ตราบ ตรอก ตรม ตรอม ฯลฯ

                       ๙.๑๑ เสียง /ปร/ เช่น ปรับ แปร๊ด แประ ปรุง เปรียว ฯลฯ

                       ๙.๑๒ เสียง /ปล/ เช่น เปลี่ยน แปลง ปล้น เปล้า ปลิง ฯลฯ

                       ๙.๑๓ เสียง /พร/ เช่น พราย พร้อม พร่ำ พรั่น พรึง ฯลฯ

                       ๙.๑๔ เสียง /พล/ เช่น พลิก พล่าม พลอย พลั้ง ฯลฯ

                       ส่วนเสียงควบกล้ำที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น เสียง /ดร/ /ฟร/ /ฟล/ /บร/ /บล/ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเสียงที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ เช่นดรัมเมเยอร์ ฟรี ฟลอร์ บรอดเวย์ บลูส์ เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ลักษณะเด่นของภาษาไทย(ต่อ)
๔. ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคำเมื่อนำไปเข้าประโยค เพื่อแสดงเพศ พจน์ กาล มาลา และวาจก หากต้องการบอกสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าว จะใช้คำขยายช่วย เช่น          
                       นักศึกษาชาย                     นักศึกษาหญิง           (แสดงเพศ)
                       อาจารย์หลายคน    อาจารย์ทั้งหมด                      (แสดงพจน์)
                       ผู้แทนฝ่ายค้านกำลังอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล (แสดงกาล)
                       เธอควรอ่านหนังสือ                               (แสดงมาลา)
                       ช้างป่าถูกเผานั่งยางกลางป่า                    (แสดงวาจก)
                                                          ฯลฯ.     
                ๕. ภาษาไทยส่วนมากใช้ตัวสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด คือ
                       แม่ กก ใช้   ก เป็นตัวสะกด เช่น แมกไม้ แยก แสก ฉาก ฯลฯ
                       แม่ กง ใช้    ง เป็นตัวสะกด เช่น เก่ง แพง แว้ง ล่าง ฯลฯ
                       แม่ กน ใช้   น เป็นตัวสะกด เช่น นอน แกน ปีน กิน ฯลฯ
                       แม่ กม ใช้   ม เป็นตัวสะกด เช่น ลม ต้ม ส้ม ล้ม แก้ม ฯลฯ
                       แม่ กบ ใช้   บ เป็นตัวสะกด เช่น เล็บ งบ แวบ แหบ ฯลฯ
                       แม่ กด ใช้   ด เป็นตัวสะกด เช่น หด ลาด รีด มืด ฯลฯ
                       แม่ เกย ใช้ ย เป็นตัวสะกด เช่น เคย มากมาย ก่าย หาย
                       แม่ เกอว ใช้          ว เป็นตัวสะกด เช่น แห้ว เลว ลิ่ว เขี้ยว แก้ว ฯลฯ
                 อนึ่ง พยางค์ที่ไม่มีตัวสะกดเรามักเรียกว่า ตัวสะกดในแม่ ก กา เช่น มา ดี ไร่ นา เป็นต้น     
 
                ๖. คำในภาษาไทยมีลักษณนาม เพื่อบอกลักษณะของคำนามที่อยู่ข้างหน้า เช่น แหวน ๓ วง เสือ ๘ ตัว ขนมจีน ๒ จับ พลู ๕ จีบ ลักษณนาม ถือได้ว่าเป็นลักษณะพิเศษของภาษาไทย คำนาม ๑ คำ อาจมีลักษณนามเรียกได้หลายคำขึ้นอยู่กับลักษณะต่าง ๆ ของ คำนามที่ปรากฏ เช่น ลักษณนามของผ้า อาจมีลักษณนามเป็น ผืน พับ ม้วน ตั้ง กล่อง ฯลฯ.          
                อนึ่ง คำลักษณนามที่บอกจำนวนนับที่ไม่เกินหนึ่ง อาจปรากฏอยู่หน้าจำนวนนับ เช่น
                       นกตัวหนึ่งบินข้ามเสาธงหน้าอาคารเรียน
                       นักศึกษาคนหนึ่งสอบได้เกียรตินิยม
                จำนวนนับที่เป็น ๑๐๐ ๑,๐๐๐ ๑๐,๐๐๐ เป็นต้น ในภาษาพูดนิยมใช้ ร้อยหนึ่ง พันหนึ่ง หมื่นหนึ่ง ก็มี
                นอกจากนี้ ลักษณนามอาจปรากฏติดกับคำนามโดยละจำนวนนับที่เป็นหนึ่งไว้ในฐานที่เข้าใจ ซึ่งมักใช้เพื่อเน้นข้อความ เช่น
                       บ้านหลังนี้ทาสีสวย
                       ตำรวจคนนั้นปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง